Translations of this page?:

ติดตั้ง Ruby on Rails บน Mac OS X

Leopard (10.5)

เวอร์ชั่นล่าสุดของ OS X (10.5, Leopard) มาพร้อมกับ Ruby (1.8.6), Ruby Gems (1.0.1) และ Rails (1.2.3)

แต่เราแนะนำให้คุณอัพเกรด Rails เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเพื่อที่จะใช้ประโยชน์จากฟีเจอร์เจ๋งๆในเวอร์ชั่นใหม่ได้เต็มที่ เพราะเวอร์ชั่นที่มากับ OS X นั้นก็ออกจะโบราณไปแล้ว (ถ้านับตามความเร็วในการพัฒนาของ Rails)

คุณจะต้องติดตั้งเครื่องมือ xCode จากแผ่น OSX เพื่อคอมไพล์แอพพลิเคชั่นต่างๆสำหรับใช้กับ Rails ด้วย

สำหรับวิธีการอัพเกรด ก่อนอื่นคุณต้องอัพเกรด Ruby Gems ก่อน

$ sudo gem install rubygems-update
$ sudo update_rubygems

จากนั้นจึงทำการติดตั้ง Rails ใหม่เพื่ออัพเกรดเป็นเวอร์ชั่นล่าสุด

$ sudo gem update
$ sudo gem update --system
$ sudo gem install rails

Tiger (10.4) และ Panther (10.3)

RubyOSX เป็นตัวติดตั้งแบบคลิ๊กเดียวสำหรับ Ruby 1.8.6, RubyGems 0.9.4, Mongrel 1.0.1 และ SQLite 3.4.0 บน Tiger (10.4) และ Panther (10.3) อย่างไรก็ตามโปรแกรมนี้จะไม่ติดตั้ง Rails ให้ด้วย เพราะฉะนั้นหลังจากติดตั้ง RubyOSX แล้วคุณจะต้องอัพเกรด Ruby Gems เสียก่อน

$ sudo gem install rubygems-update
$ sudo update_rubygems

จากนั้นจึงติดตั้ง Rails เวอร์ชั่นล่าสุด

$ sudo gem install rails

วิธีติดตั้งอีกแบบสำหรับ Leopard (10.5) และ Tiger (10.4)

Bitnami RubyStack

วิธีการติดตั้งอีกแบบคือใช้ Bitnami RubyStack กับ FiveRuns TuneUp

แพคเกจ BitNami RubyStack (1.4-beta-1) มาพร้อมกับ:

  1. Ruby 1.8.6 และ 1.9.0 developer branch
  2. RubyGems 1.2.0
  3. Rails 2.1.1
  4. ImageMagick 6.3.6
  5. Subversion 1.4.6
  6. SQLite 3.5.1
  7. MySQL 5.0.51a
  8. Apache 2.2.8
  9. Mongrel Web Server 1.1.5
  10. Capistrano 2.5
  11. PHP 5.2.6
  12. phpMyAdmin 2.11.2.2
  13. Git 1.5.5
  14. Nginx 0.6.30

หมายเหตุ: Bitnami RubyStack ไม่สนับสนุนการทำงานกับ Passenger

ถ้าคุณเลือกเวอร์ชั่น Developer คุณจะมีตัวเลือกว่าจะติดตั้ง PhpMyAdmin ด้วยหรือเปล่า และจะไม่ตั้งค่าของ Apache ให้

ถ้าคุณเลือกเวอร์ชั่น Production โปรแกรม Bitnami จะติดตั้ง Mongrel Cluster โดยตั้งค่า Apache ให้ทำงานเป็น load balancer สำหรับ Mongrel ด้วย

ให้ใส่รหัสผ่านสำหรับผู้ใช้ 'root' ของ MySql, พอร์ตสำหรับเว็บเซิร์ฟเวอร์ Apache, OpenSSL และ Mysql

Bitnami จะสร้างฐานข้อมูล 3 อันคือ Developer, Production และ Test คุณควรเพิ่มผู้ใช้ที่มีสิทธิ์ในการใช้งานฐานข้อมูลเหล่านี้ด้วย

เท่านี้ก็เรียบร้อย

Macports

คุณสามารถติดตั้ง Rails ผ่าน MacPorts ได้ถ้าคุณใช้ Leopard (10.5), Tiger (10.4) หรือ Panther (10.3)

ก่อนอื่นคุณต้องดาวน์โหลดเวอร์ชั่นล่าสุดของ Xcode Tools เพราะ Macports ทำงานไม่ได้ ถ้าไม่มี Xcode

ดาวน์โหลดและติดตั้ง Macports จาก หน้าเว็บ MacPorts โปรแกรมสำหรับติดตั้ง MacPorts เป็นไฟล์ .dmg ซึ่งคุณสามารถติดตั้งได้ตามปกติ อาจจะใช้เวลาซักหน่อยในการติดตั้ง เพราะว่าโปรแกรมติดตั้งจะทำการดาวน์โหลด ports repository ทั้งหมดในขั้นตอน “ Finishing Installation”

ติดตั้งแบบ Command Line

เปิดโปรแกรม Terminal และพิมพ์คำสั่งดังนี้ (คุณอาจจะต้องใส่รหัสผ่าน)

$ sudo port install rb-rails

หรือพิมพ์ path แบบเต็มๆดังนี้

$ sudo /opt/local/bin/port install rb-rails

คำสั่งนี้จะติดตั้งสิ่งที่จำเป็นสำหรับ rails ไม่ว่าจะเป็น Ruby, RubyGems, Rake, และ SQLite และอาจจะใช้เวลาค่อนข้างนานขึ้นอยู่กับความเร็วของเครื่องของคุณ เพราะว่า port จะทำการคอมไพล์ซอร์สโค้ด

เท่านี้ก็เรียบร้อย! ตอนนี้คุณก็พร้อมสร้างแอพพลิเคชั่น Rails ใหม่แล้ว

ถ้าคุณต้องการติดตั้ง Mongrel, Capistrano, หรือ Mysql ให้ใช้คำสั่งดังนี้

$ sudo port install rb-capistrano rb-mongrel_cluster rb_mysql

ติดตั้งแบบ GUI

ติดตั้ง Porticus ซึ่งเป็น GUI สำหรับ Macports ให้หา rails ในช่องค้นหาด้านบนขวา

เลือก rb-rails และคลิ๊กไอคอนติดตั้งด้านบนขวา ตัวเลือกนี้จะทำการติดตั้งทุกอย่างที่จำเป็น เท่านี้ก็เรียบร้อย ถ้าคุณต้องการคุณสามารถติดตั้ง rb-mongrel_cluster ด้วยก็ได้ อย่างไรก็ตามเราแนะนำให้คุณใช้ Passenger กับ Apache

 
th/getting-started/installation/mac.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2009/03/06 15:07 โดย sukit
 
Recent changes RSS feed Creative Commons License